เคล็ดลับปกป้อง

ข้อมูล คำแนะนำ และเคล็ดลับการดูแลแมวจากสัตวแพทย์ เพื่อช่วยให้คุณดูแลแมวแสนรักให้สุขภาพแข็งแรง มีความสุข และอยู่กับคุณไปนาน ๆ

บทความล่าสุด

  • ฝนนี้ต้องระวัง ! 4 อันตรายที่พบบ่อยในน้องแมว

    เมื่อสายฝนมาพร้อมความชื้นแฉะ… ภัยเงียบรอบตัวจึงพร้อมจู่โจมเจ้าเหมียวได้ทุกเมื่อ 🙀 ย่างเข้าสู่ฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นชุ่มฉ่ำ ทาสแมวหลายคนอาจจะชอบเพราะน้องแมวจะได้นอนขดตัวหลับสบาย 😻 ⚠️ แต่ห้ามเผลอเป็นอันขาด เพราะ หน้าฝนคือช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ !เพราะความชื้นสะสมในอากาศและสิ่งแวดล้อมในช่วงฤดูนี้ถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของเหล่าปรสิตและเชื้อโรคร้าย ! 🙀 วันนี้เราจะพามาเจาะลึก “4 อันตราย” ที่พบบ่อยที่สุดในน้องแมวช่วงหน้าฝน เพื่อให้ทาสทุกคนไหวตัวทันและเตรียมรับมือได้อย่างถูกต้อง มีอะไรบ้างไปดูกัน ! 🚨 4 อันตรายตัวร้ายในน้องแมวช่วงหน้าฝน 🌧️ ⚠️ เชื้อราแมว 🦠👉🏻 โรคผิวหนังสุดฮิตที่มาพร้อมความอับชื้น สปอร์ของเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีเป็นพิเศษในหน้าฝน 🌧️หากน้องแมวตัวเปียกฝน โดนละอองฝน หรือแม้กระทั่งความชื้นจากผ้าขนหนูและเบาะนอนอับ ๆ ก็สามารถทำให้น้องติดเชื้อราได้อาการเด่นชัดคือ ขนร่วงแหว่งเป็นวงกลม ผิวหนังแดง ตกสะเก็ดเป็นขุย และคันยิบ ๆ 😿 ที่น่ากลัวคือ “ติดต่อสู่คนเลี้ยงได้ !” ทำเอาทาสคันคะเยอไปตามๆ กันทั้งบ้าน 😱 ⚠️ ภาวะภูมิแพ้น้ำลายหมัด 🕷️👉🏻 หน้าฝนแบบนี้ประชากรหมัดจะชุกชุมและขยายพันธุ์เร็วมากเป็นพิเศษแค่น้องแมวเผลอไปคลุกคลีในจุดที่มีตัวอ่อนหมัดอยู่ ก็จะโดนกระโดดเกาะทันทีซึ่งน้ำลายของหมัดมีสารที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรง ทำให้เกิดภาวะ “ภูมิแพ้น้ำลายหมัด” น้องแมวจะเกาและตะกุยตัวเองอย่างบ้าคลั่งจนผิวหนังถลอก…

    อ่านต่อ  ‣: ฝนนี้ต้องระวัง ! 4 อันตรายที่พบบ่อยในน้องแมว
  • เตือนทาสแมว! อาบน้ำบ่อยช่วงหน้าฝน ภัยเงียบทำผิวพัง

    เมื่อความหวังดีอาจกลายเป็นผลร้าย… หากมองข้ามความชื้นสะสมบนตัวเจ้าเหมียว 🙀 พอเข้าสู่ฤดูฝน ทาสแมวหลายคนมักจะหันมาอาบน้ำให้เจ้าเหมียวบ่อยขึ้นกว่าปกติ 🌧️เพราะเวลาที่ฝนตก อากาศแฉะ ๆ มักทำให้น้องแมวตัวเหนียว มีกลิ่นอับ หรือบางทีน้องก็แอบเดินไปลุยละอองฝนตามหน้าต่างจนตัวชื้น 😅การจับน้องแมวอาบน้ำจึง “ดูเหมือน” จะเป็นการแก้ปัญหาที่ดี 🤔แต่คุณรู้หรือไม่ ? ว่า “การอาบน้ำให้แมวบ่อยเกินไปในช่วงหน้าฝน” อาจแฝงไปด้วยภัยเงียบทางผิวหนังที่ทาสหลายคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ! 😱 🌧️ เหตุผลที่ทาสต้องระวัง หากอาบน้ำน้องเหมียวบ่อยในช่วงหน้าฝน 👇🏻 🔍 ความชื้นหน้าฝน + อาบน้ำบ่อย = แหล่งเพาะพันธุ์ “เชื้อราแมว” 🦠👉🏻 ในฤดูฝน อากาศรอบตัวเราจะมีความชื้นในอากาศสูง ซึ่งความชื้นนี่เองที่เป็นอาหารจานโปรดของเหล่าสปอร์เชื้อราการที่เราจับน้องแมวอาบน้ำบ่อย ๆ ในช่วงนี้ จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่ความชื้นจะกักเก็บอยู่ภายใต้เส้นขนหนา ๆ ของพวกเขา ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีขึ้น 😰 🌧️ ขนน้องแมวแห้งช้ากว่าปกติ 🙀👉🏻 ต่อให้เราเช็ดตัวน้องจนคิดว่าแห้งแล้ว แต่ด้วยความชื้นในอากาศที่สูงช่วงหน้าฝน จะทำให้ขนชั้นในของน้องแมวแห้งช้ากว่าปกติ สาเหตุเหล่านี้เอง ทำให้ “เชื้อราแมว” เติบโตอย่างรวดเร็ว 🦠ทำให้น้องแมวกลายเป็นโรคเชื้อราผิวหนัง มีอาการขนร่วงเป็นวงกลม…

    อ่านต่อ  ‣: เตือนทาสแมว! อาบน้ำบ่อยช่วงหน้าฝน ภัยเงียบทำผิวพัง
  • “พยาธิตัวร้าย” ระเบิดเวลาถึงตายในน้องเหมียว !

    ทาสแมวหลายท่านมักมองว่าน้องแมวติดพยาธิเป็นเรื่องเล็กน้อย แค่ถ่ายพยาธิปีละครั้งก็น่าจะพอแต่คุณรู้หรือไม่ ? ปรสิตภายในเหล่านี้เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่รอวันระเบิด เพราะความน่ากลัวของมันไม่ได้อยู่ที่การแย่งชิงสารอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลกระทบที่รุนแรงจนสามารถพรากชีวิตเจ้าเหมียวไปได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว ! 😿 🔍 ทำไมพยาธิถึงเปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ?มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ “พยาธิ” อันตรายกว่าที่คุณคิด 🔥 อาการผิดปกติสังเกตยาก 🔥👉🏻 พยาธิส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการภายนอกให้เห็นชัดเจนในช่วงแรก น้องแมวอาจจะยังร่าเริง กินอาหารได้ปกติ ทำให้ทาสชะล่าใจ กว่าจะเริ่มเห็นอาการ เช่น ท้องเสีย อ้วก หรือพุงป่อง นั่นหมายความว่าจำนวนพยาธิมีจำนวนมหาศาลจนร่างกายรับไม่ไหวแล้ว 🔥 แพร่พันธุ์เร็วอย่างน่าตกใจ 🔥👉🏻 พยาธิเพียงตัวเดียวสามารถวางไข่ได้หลายหมื่นฟอง ! วงจรชีวิตที่รวดเร็วนี้ทำให้การติดเชื้อเพียงเล็กน้อยลุกลามจนเต็มลำไส้หรือกระแสเลือดได้ในระยะเวลาสั้น ๆ 🔥 ทำให้น้องแมวอ่อนแอ ป่วยง่าย 🔥👉🏻 พยาธิไม่ได้แค่แย่งสารอาหาร แต่ยังกัดกินเลือดและทำลายเนื้อเยื่อภายใน (โดยเฉพาะทางเดินอาหาร) ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของน้องแมวต่ำลงอย่างมาก เมื่อมีโรคแทรกซ้อนเพียงเล็กน้อย ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจึงทรุดหนักและป่วยง่ายกว่าปกติหลายเท่า 🚨 ภัยร้ายที่อันตรายถึงชีวิต 🚨👉🏻 ในแมวเด็ก พยาธิทางเดินอาหารจำนวนมากสามารถทำให้เกิดภาวะโลหิตจางรุนแรง ท้องเสียจนช็อก หรือแม้แต่ลำไส้อุดตันจนเสียชีวิตได้👉🏻…

    อ่านต่อ  ‣: “พยาธิตัวร้าย” ระเบิดเวลาถึงตายในน้องเหมียว !

  • เจ้าเหมียวเลียขนบ่อยเกินไป เอ๊ะ! รักสวยรักงามหรือกำลังส่งสัญญาณว่าป่วย?

    “เจ้าเหมียวเลียขนก็ดูปกติดี แต่เอ๊ะ ! ทำไมเลียบ๊อยบ่อยย แถมขนร่วงเอ๊าา ร่วงเอาา 🙀เจอแบบนี้ระวังให้ดี ! น้องแมวเลียขนบ่อย อาจเป็นสัญญาณของโรคผิวหนังได้ ! 🐱 น้องแมวเลียขน ผิดปกติไหมนะ ??พฤติกรรมเลียขนในน้องแมว ถือเป็นพฤติกรรมตามปกติเพื่อกระตุ้นการผลัดขนผลัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว แถมยังช่วยระบายความร้อนได้อีกด้วยแต่ในบางกรณีที่น้องแมวเลียขนมากเกินไป อาจเกิดจาก “อาการคัน”ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคผิวหนัง โดยน้องแมวที่เลียมากจนเกินไปจะพบอาการขนร่วงตามบริเวณที่เลีย มีอาการแดง คัน น้องแมวอาจเลียไม่ยอมหยุดแม้เจ้าของจะพยายามจับไม่ให้เขาเลียแล้วก็ตาม หากปล่อยไว้อาการของโรคอาจรุนแรงขึ้นพบอาการขนร่วงมาก เกิดแผลในบริเวณดังกล่าว รวมถึงติดเชื้อแทรกซ้อนจากแผลได้ 🐱 แบบไหนเรียกเลียผิดปกติกันน้าา ??✅ เลียไม่ยอมหยุดในบริเวณเดิมซ้ำ ๆ✅ เลียตลอดเวลาจนไม่ทำกิจกรรมอื่น ๆ✅ ถึงแม้จะพยายามจับไม่ให้เลียก็ยังคงพยายามเลีย✅ พบขนร่วงในบริเวณที่เลีย 🐱 โรคผิวหนังที่ว่า คือโรคอะไรกันนะ ?“โรคผิวหนังที่ก่อให้เกิดอาการคันทุกชนิด กระตุ้นให้น้องแมวมีพฤติกรรมการเลียได้” ตัวอย่างโรคผิวหนังที่พบบ่อย ๆ ในน้องแมว ได้แก่🔸 โรคภูมิแพ้จากปรสิตภายนอก : ไม่ว่าจะเห็บ หมัด เหา รวมถึงไรในหู ปรสิตภายนอกเหล่านี้จะเข้ามากันน้องแมว และเป็นสาเหตุทำให้น้องแมวเกิดอาการคันได้🔸 โรคภูมิแพ้น้ำลายหมัด : เกิดจากการที่ผิวหนังของน้องแมวตอบสนองต่อสารกระตุ้นความคันในน้ำลายหมัด…

  • ทาสแมวต้องระวัง ! พยาธิไชผิวหนังจากการใกล้ชิด!!😱

    “รู้หรือไม่ !? น้องแมวมีพยาธิ ก็สามารถติดมาสู่เจ้าของได้ ! 😱ใกล้ชิดเกินไปอาจไม่ดี เพราะ “พยาธิปากขอ” อาจไชเข้าผิวหนังเจ้าของโดยไม่รู้ตัวพยาธิปากขอคืออะไร ? และสามารถติดต่อจากน้องแมวมาสู่เจ้าของได้อย่างไรกันนะ ?ไปหาคำตอบจากคุณหมอกันน !📍 “พยาธิปากขอ” ปีศาจจอมกัดแทะแห่งทางเดินอาหาร 🪱พยาธิปากขอ คือพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะคือมีฟันแหลมคมคล้ายตะขอ พวกมันมักเข้าสู่ร่างกายของน้องแมวผ่านทางการกินอาหารของน้องแมว เข้าสู่ทางเดินอาหารและอยู่อาศัยบริเวณลำไส้เล็ก โดยพวกมันจะใช้ฟันอันแหลมคมกัดเข้ากับลำไส้เพื่อดูดเลือดของน้องแมวกินเป็นอาหาร สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายของน้องแมว โดยเฉพาะในน้องแมวที่ไม่เคยใช้โปรแกรมป้องกันพยาธิภายในหรือเข้ารับการถ่ายพยาธิกับคุณหมอ 📍 ติดต่อง่าย หันไปทางไหนก็เจอแต่พยาธิปากขอ ! 🪱น้องแมวสามารถติดพยาธิปากขอได้จาก🔸 จากเพื่อนแมวด้วยกันเอง 🐱 : โดยพยาธิปากขอจะออกไข่ และออกมากับอุจจาระของน้องแมว เมื่อน้องแมวตัวอื่น ๆ มาสัมผัสหรือกินอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีไข่พยาธิ ก็จะสามารถติดพยาธิปากขอได้🔸 จากสิ่งแวดล้อม 🏡 : พยาธิปากขอสามารถอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน โดยพวกมันมักอยู่อาศัยบนพื้นดินที่มีความชื้นแฉะ เมื่อน้องแมวสัมผัสกับพื้นดินบริเวณนั้น ๆ พวกมันจะใช้ปากเจาะและชอนไชเข้าสู่ผิวหนังของน้องแมว ทำให้เกิดการติดเชื้อในลักษณะของการไชเข้าสู่ผิวหนังต่อไป🔸 จากการกินสัตว์พาหะ 🐭 : พยาธิปากขอมักมีหนูหรือแมลงสาบเป็นพาหะ เมื่อน้องแมวล่าสัตว์ดังกล่าวก็อาจเผลอกินพยาธิเข้าสู่ร่างกายได้ 📍 “พยาธิไชผิวหนัง” ภาวะอันตรายจากการใกล้ชิดน้องแมว 🪱คนเองก็ติดพยาธิปากขอจากน้องแมวได้เช่นกัน !…

  • เจ้าเหมียวเป็นลิวคีเมีย จะรุนแรงเหมือนโรคลูคีเมียในมนุษย์มั้ยนะ?? 🙀

    ““ลิวคีเมีย” แค่ได้ยินชื่อก็ขนหัวลุก ! 🙀 ถ้าน้องแมวป่วยด้วยโรคลิวคีเมียจะอันตรายแค่ไหน ? ถึงตายไหมนะ !? ไปหาคำตอบจากคุณหมอกัน 📍 โรคลิวคีเมีย คืออะไร ? โรคลิวคีเมีย (leukemia) คือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวซึ่งเกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดตัวอ่อนเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติภายในร่างกาย โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวแก่เพื่อทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซ้ำยังยับยั้งการเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดชนิดอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติตามมา 📍 อาการของโรคลิวคีเมีย ? อาการของโรคลิวคีเมียที่พบได้บ่อยคือร่างกายเกิดการความอ่อนแอ อ่อนเพลีย มีเลือดออกผิดปกติหรือมีจุดเลือดออกจากการที่เกล็ดเลือดต่ำ ติดเชื้อง่ายจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวอ่อนแอในรายที่รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ! 📍 โรคลิวคีเมียในน้องแมว vs โรคลิวคีเมียในคน ถึงจะชื่อเดียวกันแต่โรคลิวคีเมียในน้องแมวและโรคลิวคีเมียในคนก็มีความแตกต่างกันอยู่นะ 🔸 ด้านสาเหตุ 🐱 แมว : เกิดจากการติดเชื้อไวรัส FeLV👦🏻 คน : เกิดจากพันธุกรรม และความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิด 🔸 ด้านการติดต่อ 🐱 แมว : ติดต่อระหว่างกันได้ผ่านทางสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำตา น้ำนม ปัสสาวะและอุจจาระ…

  • รองเท้าของทาส…สาเหตุที่ทำให้เหมียวป่วยได้ 🙀

    “ใครว่ามีแต่น้องหมาที่ชอบงับรองเท้า… น้องเหมียวบ้านเรานี่แหละ จอมทำลายล้างรองเท้าอันดับหนึ่ง ! 🤣 ถึงแม้รองเท้าจะเป็นของเล่น (?) อันโปรดปรานของน้องเหมียว แต่รู้หรือไม่ ? การเล่นรองเท้าบ่อย ๆ อาจทำให้น้องเหมียวป่วยได้ ! 🙀 🤔 ทำไมแค่เล่นรองเท้าก็ป่วยได้ ? ✅ นั่นเป็นเพราะรองเท้าเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ มากมาย ซึ่งอาจบังเอิญไปปนเปื้อนกับปัสสาวะและอุจจาระของน้องแมวจรที่ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ หรือมีตัวอ่อนของปรสิตรวมถึงไข่พยาธิปะปนอยู่ ส่งผลให้เมื่อน้องแมวมากัด แทะ เล่นหรือคลอเคลียกับรองเท้าของทาสจึงอาจรับเชื้อเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้นั่นเอง 🤔 ร้ายแรงแค่ไหนกันนะ ? ✅ ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่น้องแมวรับเข้าไปหากเป็นไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิ พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปภายในทางเดินอาหารของน้องแมว และใช้ฟันอันแหลมคมกัดเพื่อดูดเลือดแย่งชิงสารอาหารภายในลำไส้ส่งผลให้น้องแมวผอม อ่อนเพลีย และป่วยได้ง่าย หากเป็นกรณีร้ายแรงเช่น เชื้อโรคฉี่หนู อาจทำให้น้องแมวป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ! 🤔 ป้องกันอย่างไรดี ? ✅ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ 🔸 การป้องกันไม่ให้น้องแมวมาเล่นรองเท้า โดยอาจเก็บรองเท้าในที่มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้น้องแมวเข้าถึงได้ 🔸 ล้างมือ หรืออาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนเล่นกับน้องแมว 🔸 หาของเล่นใหม่…

  • เรื่องใหญ่แล้ว เหมียวเป็นไรในหูยกแกงค์ 🙀

    “เรื่องใหญ่มาเยือน เมื่อน้องแมว “คัน เกา สะบัดหู” ยกแก๊งแบบนี้เสี่ยงติดไรในหูชัวร์ ! 🙀เป็นไปได้ยังไงงง น้องแมวติดไรในหูมาจากไหนกันนะ ? 🤔เปิดโผ 3 อันดับ “ไรในหู” ติดจากไหนได้บ้าง มาดูกัน ! 👉🏻 ติดจากเพื่อน (แมวสู่แมว) 🐱สาเหตุอันดับ 1 ก็คือติดจากเพื่อนแมวด้วยกันเองนี่แหละ !เพราะ “ไรในหู” เป็นปรสิตที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่องหูของน้องแมวเป็นหลักเมื่อน้องแมวอาศัยอยู่ร่วมกันหลาย ๆ ตัว หรืออยู่ตัวเดียว แต่มีเพื่อนแมวจรแวะมาเยี่ยมเยียน พวกเขามักมีพฤติกรรมคลอเคลียซึ่งกันและกันจนเกิดการติดต่อของไรในหูจากน้องแมวตัวหนึ่งไปยังน้องแมวอีกตัวหนึ่งได้นอกจากนี้ อีกหนึ่งกรณีที่มักพบได้บ่อยในน้องแมวอายุน้อยคือการที่แม่แมวที่มีไรในหูมักอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับลูกแมว จึงทำให้เกิดการติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกได้นั่นเอง โดยน้องแมวที่มักมีโอกาสติดไรในหูได้มากคือน้องแมวที่เลี้ยงแบบปล่อยออกนอกบ้านได้อย่างอิสระเพราะมีโอกาสรับเอาตัวไรมาจากแมวจรหรือสิ่งแวดล้อมนอกบ้าน 👉🏻 ติดจากเพื่อนต่างสายพันธุ์ (สุนัขสู่แมว) 🐶สาเหตุรองลงมาก็คือการติดต่อกันข้ามสายพันธุ์หรือที่มักพบในกรณีของการติดไรในหูจากน้องหมามาสู่น้องแมวนั่นเองสาเหตุเป็นเพราะเจ้าไรในหูที่ติดต่อกันทั้งในน้องหมาและน้องแมวเป็นไรสายพันธุ์เดียวกัน การติดต่อจึงติดข้ามกันไปมาได้นั่นเอง นอกจากนี้ นอกจากน้องแมวและน้องหมาแล้วยังเคยมีรายงานการติดไรในหูจากทั้งในกระต่ายและเฟอเรทอีกด้วยดังนั้นหากบ้านไหนเลี้ยงน้องแมวร่วมกับสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษอื่น ๆอย่าลืมระมัดระวังการติดไรในหูมาสู่น้องแมวให้ดี พร้อมทั้งป้องกันไรในหูกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตัดวงจรไรในหูภายในบ้าน 👉🏻 ติดจากเจ้าของ 👨🏻สาเหตุสุดท้ายคือการติดจากเจ้าของมาสู่น้องแมว(ถึงจะมีโอกาสพบได้น้อย แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้นะ !)จากการที่เจ้าของออกไปเที่ยวนอกบ้านและสัมผัสกับแมวที่มีไรในหูเจ้าไรในหูอาจติดมากับมือของเจ้าของ เมื่อเจ้าของลูบไล้น้องแมวไรในหูจึงติดไปสู่น้องแมวได้นั่นเอง ไรในหู ติดต่อง่าย แถมติดได้หลายช่องทางกว่าที่คิด !ปิดจุดบอด เสริมการป้องกันการติดไรในหูให้กับน้องแมวตั้งแต่วันนี้…

  • เลือกยังไงให้มงลง !! วิธีเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันไรในหู

    “ไรในหู ศัตรูตัวฉกาจของน้องแมว สาเหตุของภาวะช่องหูอักเสบที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ! 😱 ถึงจะฟังดูน่ากลัว แต่ไรในหู สามารถกำจัดและป้องกันได้ด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันไรในหูที่มีประสิทธิภาพ 🥳 แต่เอ๊ะ ! ผลิตภัณฑ์ป้องกันไรในหูสำหรับน้องแมวมีขายตั้งมากมายในท้องตลาด(แถมยังมียาเถื่อนสุดแสนจะอันตรายแอบขายอยู่อีกด้วย!) แล้วแบบนี้ทาสแมวอย่างเราจะเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันไรในหูอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผลดี 🤔 วันนี้ เรามีเทคนิควิธีเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันไรในหูสำหรับน้องแมวมาฝากจะเลือกยังไงให้มงลงมาดูกัน ! 🥰 ✅ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันไรในหูสำหรับน้องแมว ต้องเลือกแบบที่มั่นใจว่าปลอดภัยทั้งกับน้องแมวและเจ้าของ โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนทั้งชื่อการค้า ชื่อตัวยา ปริมาณยา วิธีการใช้ คำเตือน ข้อควรระวัง วิธีการเก็บรักษารายละเอียดผู้ผลิตและจัดจำหน่าย รวมถึงวันที่ผลิต วันที่หมดอายุ และที่สำคัญต้องมีเลขทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมายระบุไว้ข้างกล่อง ✅ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ตัวยาได้รับการรับรองจากสัตวแพทย์บอกลายาแปลก ยาเถื่อน โดยการขอคำแนะนำตัวยาที่ปลอดภัยจากสัตวแพทย์ซึ่งตัวยาเหล่านั้นจะต้องได้รับการรับรองจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) (หากไม่มั่นใจสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของ อย. ได้เลย) ✅ เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพประสิทธิภาพถือเป็นสิ่งสำคัญไม่ต่างจากความปลอดภัย เจ้าของควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจว่าออกฤทธิ์ได้เร็วและเห็นผลตั้งแต่การใช้ครั้งแรก เพราะช่วงเวลาที่น้องแมวไม่ได้รับการปกป้องจากการรอผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์ถือเป็นช่องว่างสำคัญที่ทำให้น้องแมวมีไรในหูและเกิดภาวะช่องหูอักเสบตามมาได้ ✅ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อน้องแมวโดยเฉพาะห้ามใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์ชนิดอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตสำหรับน้องหมาในน้องแมว เนื่องจากชนิดของยาและปริมาณยาที่เหมาะสมมีความแตกต่างกันอาจก่อให้เกิดอันตรายเมื่อใช้ในน้องแมวได้ ✅ เลือกขนาดของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับน้องแมวผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตและไรหูในน้องแมวมักจะแนะนำให้ใช้อย่างเหมาะสมกับน้ำหนักตัวและอายุของน้องแมว ดังนั้นการเลือกซื้อแต่ละครั้งควรรู้น้ำหนักตัวและอายุ เพื่อสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ขนาดที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกินขนาดนั่นเอง ✅ เลือกผลิตภัณฑ์ที่แห้งไว…

  • คาดไม่ถึง….ข้อควรรู้ ! สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ! เมื่อเลี้ยงน้องแมวระบบปิด

    “ใครเคยสงสัยบ้างว่าถ้าน้องแมวมีไรในหู ควรหยดหลังคอหรือหยดยาในหูดี ?แล้วทั้งสองวิธีนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร ? 🤔วันนี้เรามีคำตอบจากคุณหมอมาฝาก ! 🥰 🌟 การหยดหลังคอ และ การหยดยาในหู มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน !ไม่เหมือนกัน และแทนกันไม่ได้ ! 🌟 🐱 การหยดหลังคอ เป็นการหยดยาที่ออกฤทธิ์ในการป้องกันปรสิตในน้องแมวโดยเฉพาะไรในหู ซึ่งตัวยาจะซึมผ่านชั้นไขมันของน้องแมว และกระจายตัวเข้าสู่ร่างกายเพื่อออกฤทธิ์ป้องกันปรสิต 🐱 การหยดยาในหู โดยปกติจะมี 2 รูปแบบ คือ🔸 การหยดน้ำยาล้างหู เป็นการหยดน้ำยาเพื่อทำความสะอาดช่องหู โดยเฉพาะการขจัดเอาขี้หูและสิ่งสกปรกออกจากช่องหู เพื่อให้ยาหยดหูออกฤทธิ์ได้ดีมากยิ่งขึ้น🔸 การหยดยาในหู เป็นการหยดยาที่ออกฤทธิ์ในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราเพื่อรักษาภาวะช่องหูอักเสบในน้องแมว โดยภาวะช่องหูอักเสบนี้มักเป็นภาวะที่พบตามมาเมื่อน้องแมวมีไรในหูแมวนั่นเอง 📍 สรุปแบบเข้าใจง่าย ๆ 👨🏻‍⚕️ เมื่อน้องแมวมีไรในหู สิ่งแรกที่ต้องทำคือการพาน้องแมวไปรับการตรวจกับคุณหมอ หากน้องแมวป่วยด้วยภาวะช่องหูอักเสบจากการติดไรในหู คุณหมอจะทำการหยดน้ำยาล้างหูเพื่อทำความสะอาดช่องหู จากนั้นหยดยาเพื่อรักษาภาวะช่องหูอักเสบ ควบคู่ไปกับการหยดหลังเพื่อกำจัดไรในหู และป้องกันการกลับมาติดไรในหูซ้ำนั่นเอง ! 🥰 ไม่อยากให้น้องแมวมีไรในหู อย่าลืมเลือกผลิตภัณฑ์หยดหลังที่มีคุณภาพและออกฤทธิ์ป้องกันไรในหูได้อย่างมีประสิทธิภาพ 🧡 🐱 ดูแลน้องแมวด้วย EVOLUTION of Cat…

  • หยดหลังคอแล้วยังต้องหยดยาในหูอีกไหม หยดยังไง? สรุปแล้วต้องใช้อะไรดี?

    “คำถามยอดฮิตจากทางบ้าน ! เห็นขนน้องแมวร่วงบนพื้นบ่อย ๆ แบบนี้คือ “ป่วย”หรือ “ผลัดขน” กันแน่นะ ? 😰 อาการขนร่วงในน้องแมว เกิดจากอะไรได้บ้าง ไปดูกัน ! 📍 สาเหตุของอาการขนร่วงในน้องแมว ❓🐱 การผลัดขนตามธรรมชาติ : ภาวะที่น้องแมวมีการผลัดเส้นขนที่หมดอายุออกจากร่างกาย เป็นภาวะปกติที่พบได้ในน้องแมวทุกตัว น้องแมวที่ผลัดขนจะไม่มีอาการคัน เกิดขึ้นทั้งร่างกาย และไม่เห็นการหลุดร่วงเป็นหย่อม ๆ🐱 โรคผิวหนังจากการติดปรสิต : ปรสิตภายนอก ไม่ว่าจะเป็นหมัด เห็บ หรือไรในหูล้วนเป็นสาเหตุทำให้น้องแมวเกิดอาการขนร่วงได้ทั้งสิ้น โดยลักษณะของอาการขนร่วงที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับปรสิตที่เป็นสาเหตุ เช่น “หมัด” เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะภูมิแพ้น้ำลายหมัด น้องแมวมักมีขนร่วงบริเวณสองข้างของลำตัว หรือ “ไรในหู” เป็นสาเหตุของภาวะหูอักเสบ น้องแมวมักมีอาการคันหูมาก และอาจพบขนร่วงบริเวณหน้าได้อีกด้วย🐱 ภาวะขาดสารอาหาร : สารอาหารไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน หรือแร่ธาตุล้วนมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเส้นขนในน้องแมว หากน้องแมวเกิดภาวะขาดสารอาหารจะส่งผลให้เส้นขนอ่อนแอ หลุดร่วงง่าย ไม่เงางาม หากน้องแมวเกิดภาวะนี้ พวกเขามักมีร่างกายซูบผอม และยังอาจบ่งบอกถึงการมีพยาธิในร่างกายได้อีกด้วย !🐱 ภาวะฮอร์โมนผิดปกติ :…